fbpx

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับ South East Asia Center (SEAC) จัดกิจกรรมเสวนา “NIA academy มีคลาส” ในหัวข้อ “MARTech Innovation : The Rise of Creative Industries after Crisis” ภายใต้ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ The Rise of MARTech, The MARTech Trends, Thai Music to Global และ Future of Events เพื่อร่วมเรียนรู้/แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับเทรนด์ และนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมบันเทิง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ รวมสร้างให้เกิดแรงกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจ MARTech

สตาร์ทอัพกลุ่ม MARTech (Music, Art และ Recreation : ดนตรี ศิลปะ และนันทนาการ) เป็นนิยามใหม่ของวงการสตาร์ทอัพที่พูดถึงการนำเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีเสมือนจริง (AR/ VR) ระบบคลาวด์และ IoT มาผสมผสานเข้ากับการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเน้นสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค ซึ่งสตาร์ทอัพกลุ่มดังกล่าวถือได้ว่าเป็นธุรกิจนวัตกรรมคลื่นลูกใหม่ที่กำลังมาแรง โดยปัจจุบันมีมูลค่าตลาดสูงถึง 478,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตถึง 6.5% หรือกว่า 500,000 ล้านบาท ใน ปี 2022 ซึ่งในปีนี้จะเห็นได้ว่าแม้จะมีสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมต่างๆ แต่ MARTech กลับเป็นธุรกิจที่เติบโตสวนกระแส เห็นได้จากการแข่งขันด้านคอนเทนท์ของผู้เล่นในอุตสาหกรรมบันเทิง การเข้าถึงช่องทางรับชมออนไลน์ของผู้ชมที่มากขึ้น รวมถึงแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ถูกพัฒนาเพื่อช่วงชิงฐานผู้บริโภคและตลาดโฆษณาดังที่เห็นตามสมาร์ทโฟนและช่องทางอินเทอร์เน็ต

สตาร์ทอัพกลุ่มนี้มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะในต่างประเทศถือเป็นกลุ่มที่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ค่อนข้างมาก เห็นได้จากประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ที่สามารถผนวกศิลปะ วัฒนธรรม และดนตรีเข้ากับเทคโนโลยีจนสามารถสร้างการเติบโตให้กับ GDP ได้สำเร็จ และนอกจากนี้ยังสามารถส่งผลดีตามมา ได้แก่ เกิดการท่องเที่ยวทางดนตรี การเกิดขึ้นของคอมมูนิตี้สร้างสรรค์ มีการพัฒนาทางวัฒนธรรมและการเติบโตทางศิลปะ การส่งเสริมเรื่องลิขสิทธิ์ด้านผลงานสร้างสรรค์ อีกทั้งสามารถดึงดูดความสนใจในการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกด้วย สำหรับในประเทศไทย พบว่าในบรรดาสตาร์ทอัพที่มีอยู่เกือบ 2,000 รายนั้นเป็นสตาร์ทอัพกลุ่ม MAR Tech ไม่เกิน 20 ราย ซึ่งถือว่ายังน้อยมากหากจะช่วยพัฒนา GDP ของประเทศให้เติบโตได้เทียบเท่าเกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น ดังนั้น NIA จึงมีแผนส่งเสริมสตาร์ทอัพในกลุ่มนี้ให้เติบโตมากขึ้น โดย NIA จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง Tech Startup เข้ากับแวดวงศิลปะ ดนตรี และนันทนาการ เพื่อช่วยพัฒนา วางแผน แก้ไขปัญหาต่างๆ และช่วยเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการในการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีด้านดนตรี ศิลปะ และนันทนาการ

คุณรัชดา อภิรมย์เดช ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ SimpleWork กล่าวถึงเทรนด์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ว่ามีเทรนด์ Metaverse ซึ่งตอบสนองต่อความบันเทิง ผสมผสานกับการอยากแสดงตัวตนของตนเอง จึงตอบสนองด้วยเทคโนโลยี Virtual Reality เกิดขึ้น เช่น การจัดคอนเสิร์ตออนไลน์ หรือการจัด Formula 1 ที่ช่วยทำให้ตลาด E-Sport เติบโตมากกว่า 50,000 ล้านบาท และ Virtual Reality สร้างมูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านบาท การสร้างอวตารหรือทำให้เกิด Interactive เช่นการเล่นเกม Animal Crossing ก็ทำให้เกิดการนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงเข้าไปใส่ในเกมเพื่อสร้างความเสมือนจริงด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีการให้บริการให้คำปรึกษาในการตบแต่งบ้านจนสร้างรายได้ได้จริง หรืออย่าง Facebook Horizon ที่สร้างโลกเสมือนให้รู้สึกเบลอกับโลกความเป็นจริง หรืออย่างการพัฒนา Virtual Influencer ที่มีผู้ติดตามทะลุ 2.4 ล้านคน ที่ทำให้แบรนด์มาร่วมสนุกในการโปรโมทได้

เทรนด์ต่อมาคือการ Connection ซึ่งผสมผสานการใช้ Social Network ในการเชื่อมต่อผู้คน โดยมีตัวเลขร้อยละ 50 ของคนทั้งโลกที่ใช้ Social Network และในไทยมากกว่าร้อยละ 75 ซึ่งร้อยละ 38 เข้ามาเพื่อหาความบันเทิงโดย COVID-19 เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือการใช้การเชื่อมต่อเพื่อนเข้ากับแพลตฟอร์มตนเอง ไม่ว่าจะเป็น Netflix หรือ Spotify ที่เน้นให้เพื่อนพูดคุยกันในระหว่างติดตามคอนเทนต์ของแต่ละเว็บไปด้วย และส่งผลทำให้มีผู้เข้าชมมากขึ้นอีกด้วย

คุณพลกฤต ศรีสมุทร และคุณสักกพิช มากคุณ ผู้ก่อตั้งค่าย YUPP! และตัวแทน JOOX Thailand กล่าวว่า ตนเองใช้ระบบ Social Media Platform ในการร่วมทำการตลาดที่ทำให้ตัวค่ายเปรียบเสมือนเป็น Virtual Influencer ที่ทำให้สามารถพูดคุยได้ รวมไปถึงการร่วมมือกับ UNICEF Thailand เพื่อทำกิจกรรมและเพลงในการ Support อารมณ์ของผู้ฟัง สองสิ่งนี้ทำให้ผู้ฟังกับเราสนิทเหมือนเพื่อนกัน ส่วนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้ยอดในการฟังลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยคนมักจะต้องเอาการต่อสู่ตนเองเป็นอย่างแรกก่อน นอกจากนั้นคนยังให้ความสำคัญกับเพลงน้อยลง เนื่องจากสื่อประเภทอื่นๆ ถูกแย่งชิงพื้นที่ไปด้วย และร้านอาหารที่เปิดเพลงจาก YouTube ก็ถูกปิด จึงทำให้ขาดการเพิ่มกลุ่มผู้ฟังด้วยเช่นกัน

เพลงไทยจะไปต่างประเทศได้อย่างไร? ตัวแทน YUPP! กล่าวต่อว่า ภาครัฐจะต้องเข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการพัฒนาวงการเพลงให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการที่จะไปต่างประเทศ คุณภาพของตัวศิลปินหรือ Production มีส่วนสำคัญมาก ๆ ในการขยับขยายวงการเพลง แต่มันก็จะไปมีปัญหาในเรื่องของตัวงบประมาณ ทำให้มีขีดจำกัดในการพัฒนานั่นเอง สิ่งสำคัญที่จะทำให้ราสำเร็จ คือความคิดสร้างสรรค์ที่ช่วยพัฒนาทำให้เราผ่านพ้นไปได้ เช่น การปล่อยเพลง “สุดปัง” ของมิลลิที่ช่วยทำให้สามารถกลับมาฟื้นตัวได้เป็นปกติเลย

คุณกวี สุนทรวรรณ Senior Label Manager, Believe Digital Thailand แพลตฟอร์มสำหรับช่วยเหลือศิลปินอิสระ กล่าวว่า Believe Digital เป็นนวัตกรรมด้าน MARTech อีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง หรือ Digital Music Distributor ช่วยศิลปิน หรือค่ายเพลงอิสระให้สามารถนำเพลงไปขึ้นขายในช่องทางต่างๆ ที่เป็นร้านค้าออนไลน์ หรือ Streaming ไม่ว่าจะเป็น iTune , Apple Music ,Spotify, JOOX , Tiktok , Youtube Music โดยนำเสนอเพลงให้กับร้านค้าออนไลน์ในช่องต่างๆ ในรูปแบบการเสนอขายเพลงให้ไปอยู่ในรูปแบบแบนเนอร์โมษณา Playlist หรือ Feature ใน Streaming Platforms เพื่อให้คนฟังมองเห็น และเพิ่มโอกาสในการกดเข้าไปฟังเพลงให้ได้มากที่สุด แต่อย่างไรก็ตามเรื่องการใช้ Digital Distributor ยังถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย ส่งผลให้ที่ผ่านมาศิลปิน และค่ายเพลงอิสระยังเข้าไม่ถึง หรือเข้าถึงได้ในบางส่วน ในจำนวนที่ไม่มากนัก ซึ่ง digital music distributor มีส่วนอย่างมากในการเติบโตของกลุ่มศิลปินอิสระในทั่วโลก เพราะด้วยขั้นตอนที่ง่ายและสะดวกสบาย ใครๆ ก็สามารถมีผลงานของตัวเองอยู่บนสตรีมมิ่งได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

อย่างไรก็ดี การพึ่งพา Digital Distributor ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถขยับขยายตลาดดนตรีไทยให้มีโอกาสในอุตสาหกรรมดนตรีโลกมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันศิลปินต้องเรียนรู้เรื่อง music marketing เพิ่มเติม เพราะปัจจุบันตลาดดนตรีไม่สามารถนำเสนอดนตรีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองกลุ่มเป้าหมายของตัวเองให้ออกเช่นกัน ว่าจะไปอยู่ที่ไหน บนแพลตฟอร์มอะไร ยกตัวอย่างเช่น YOUNGOHM ที่มีตลาดในไทยก็จะเลือกจับที่ YouTube เพราะผู้ใช้หลักเป็นคนไทยเยอะ รายได้พุ่งกระฉูด แต่ก็มีศิลปินที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น อย่าง Valentina Ploy ที่ยอดใน YouTube ไม่ได้เยอะ แต่ยอดในสตรีมมิงต่างประเทศเยอะ ก็ต้องพาเขาไปให้ถูกที่ หรือเราเห็นทิศทางว่าศิลปินคนนี้โดดเด่นน่าสนใจ ถ้าอยู่บนสตรีมมิงไหนแล้วเขากำลังมา ก็สามารถคุยกับ Music Editor ของแพลตฟอร์มให้ช่วยผลักดันเขาให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นได้

คุณชญาภัช แสงทับทิม ตัวแทนจาก TECA หรือ Thai Entertainment Content Trade Association กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 กล่าวว่า ในแต่ละค่ายเพลงมีการเติบโตไม่เท่ากัน แต่โดยรวมยอดลดลง เนื่องจากคนไปติดตามข่าวเป็นหลักมากกว่า และการประหยัดเงิน แต่เนื่องจากการมาของ TikTok ซึ่งในช่วงแรกไม่ได้รายได้ในการนำเพลงไปใช้ TECA ก็ช่วยไปคุยและเก็บหลักฐานจนสามารถสร้างรายได้ได้จริงผ่าน TikTok ซึ่งทำให้ตอบสนองระบบการฟังให้ขยายขอบเขตจากฟังเฉยๆ เป็นการฟังผ่านการสร้างความบันเทิงอื่นๆ และยังพัฒนาอุตสาหกรรมเพลงไทยไปต่างประเทศให้เติบโตได้อีกด้วย โดยภาครัฐอาจจะต้องไปช่วยพัฒนาช่องทางทำให้ขายเพลงไทยได้ต่อไป

ทำไมเพลงไทยถึงไม่ปังเหมือนเกาหลี? ตัวแทน TECA กล่าวว่าทางเกาหลีมีการเทรนด์และลงทุนในอุตสาหกรรมเพลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยดึงคนจากทั่วโลกมาช่วยพัฒนา รวมไปถึงการสร้างวินัยในการพัฒนาตัวศิลปิน และภาครัฐอย่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาของเกาหลีใต้ มีข้อกำหนดในการพัฒนาศักยภาพของวงการเพลงด้วย แต่อย่างในประเทศไทยยังขาดการโปรโมทและการทำการตลาดที่มีข้อจำกัด ซึ่งถ้ารัฐบาลไทยมีการตั้งหน่วยงานในการวิจัยและทำการตลาดช่วยเอกชนอีกทางหนึ่ง ก็จะทำให้สามารถพัฒนาวงการเพลงได้

ปิดท้ายด้วย คุณพิเศษ จียาศักดิ์ อุปนายกสมาคมทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทรัพย์สินทางปัญญาถือว่าเป็นเทรนด์ในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่กฎหมายไม่สามารถตามได้ทัน ซึ่งต้องใช้การพูดคุยทำความเข้าใจกัน ยกตัวอย่างที่สหรัฐฯ ที่พอเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ตเข้ามา จึงทำให้มีการกระจายของการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างรวดเร็ว จึงเกิดการคุยกันของทุกฝ่ายแล้วดึงภาครัฐมาช่วยไกล่เกลี่ยร่วมด้วย และทุกฝ่ายต่างส่งเสียงไปยังภาครัฐเพื่อที่จะเกิดการแก้ไขปัญหาของกฎหมายขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-017-5555 เว็บไซต์ www.nia.or.th และ facebook.com/NIAThailand