fbpx

บทสนทนาของคนตาดีและคนตาบอด : รู้จักและเข้าใจมากขึ้นผ่านสื่อที่ “Dialogue in the Dark”

บทความนี้เขียนโดย วิศัลลยา เกื้อกูลความสุข / [email protected]


เธอเคยสงสัยบ้างรึเปล่าว่าคนเราจะรักกันโดยที่ไม่เคยเห็นหน้าตากันได้ไหม?

นั่นเป็นความสงสัยของเราตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยแรกรุ่นที่ชอบตามอ่านนิยายรักหวานแหวว แล้วความสงสัยนี้มันก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณมากขึ้นเมื่อเราโตขึ้นมาและเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าความรัก เราเก็บความสงสัยนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนึง เราได้เจอกับผู้ชายคนนึงที่สามารถให้คำตอบเรื่องนี้กับเราได้

เขาไม่ใช่คนรักเราหรอกค่ะ แต่เขาเป็นไกด์นำทางที่มีความพิการทางสายตาต่างหาก

เมื่อสัปดาห์ก่อน เราได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนึงที่น่าสนใจมากในประเทศไทย มันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งเรียนรู้ก็ว่าได้ และกิจกรรมที่เราจะได้ทำในนั้น คือ เราจะได้ลองจำลองการใช้ชีวิตเป็นผู้พิการทางสายตาระยะเวลา 1 ชั่วโมง สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า “Dialogue in the Dark” หรือในชื่อภาษาไทยคือ “บทเรียนในความมืด”

ที่มาของกิจกรรมนี้เริ่มมาจากด็อกเตอร์ชาวเยอรมันคนหนึ่งที่มีนามว่า “Andreas Heinecke” เขาได้ปิ๊งไอเดียนี้ขึ้นก็ตอนที่เขานั้นทำงานที่สถานีวิทยุในเมือง Baden-Baden และได้รับมอบหมายมาให้ช่วยเทรนด์งานให้กับนักข่าวหนุ่มคนหนึ่ง ผู้ที่สูญเสียการมองเห็นจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งหลังจากที่ได้ทำความรู้จักกับนักข่าวคนนั้นแล้ว เขาก็ค้นพบว่า ถึงแม้นักข่าวคนนี้จะเป็นผู้พิการทางสายตา แต่ว่าเขานั้นก็ยังมีความสามารถและใช้ชีวิตต่อไปได้ภายใต้ข้อจำกัดนี้ แถมยังมองโลกในแง่บวกอีกด้วย 

พอได้เข้าใจในตัวเพื่อนร่วมงานมากขึ้น ประกอบกับในสังคมเยอรมันสมัยนั้นยังไม่ได้มีความเท่าเทียมเกี่ยวกับสิทธิคนพิการเท่าไหร่ นั่นเลยทำให้แอนเดรียสจุดประกายไอเดียที่จะทำโปรเจคที่ให้คนธรรมดาและผู้พิการทางสายตาได้มาเจอกันภายใต้โลกแห่งความมืดดูสักครั้ง

รูปแบบกิจกรรมคร่าวๆ ก็คือ เราจะต้องเดินเข้าไปในห้องที่มืดสนิทห้องนึงพร้อมกับไม้เท้านำทาง หลังจากนั้น เราจะได้พบปะกับไกด์นำทางของเรา ซึ่งเขาเองเป็นผู้พิการทางสายตาที่มาคอยไกด์เราตั้งแต่เริ่มกิจกรรมจนจบกิจกรรมเลย ระหว่างทางเราจะได้พบกับประสบการณ์หลากหลายรูปแบบที่จะมันเป็นกิจกรรมที่พวกเราทำกันอยู่เกือบทุกวัน แต่ครั้งนี้ เราจะต้องทำมันในเวอร์ชั่นที่อยู่ในโลกแห่งความมืดแทน

พออยู่ในโลกของความมืด ทุกอย่างมันก็เริ่มเปลี่ยนไป ขอเล่านิดนึงว่าในระหว่างที่ทำกิจกรรมอยู่ เราพยายามเปิดตาเพื่อให้ตัวเองได้ปรับสายตาคร่าวๆหลายรอบแล้ว แต่ว่าความพยายามก็ต้องสูญสิ้นเมื่อไม่ว่าจะทำยังไง เราก็มองไม่เห็นอยู่ดี แถมทางทีมงานยังไม่อนุญาตที่จะนำพวกอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์เข้าไปได้ด้วย จนในที่สุดเราก็ตัดใจเลิกพยายามที่จะมองเพราะไม่งั้นมันจะเวียนหัวแทน มันเลยทำให้เราได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งเลยว่าการที่มองไม่เห็นอะไรเลย มันเป็นยังไง

ที่จริงแล้ว Dialogue in the dark นั้นมีอยู่หลากหลายประเทศทั่วโลก แต่สิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นเอกลักษณ์มากๆ คือ การที่กิจกรรมนี้มันสอดแทรกวัฒนธรรมและวิถีชีวิตไลฟ์สไตล์คนไทยไว้เยอะมาก ทำให้มันแตกต่างจากที่อื่น เพราะฉะนั้น ถึงจะเคยไปเข้าร่วมกิจกรรมนี้ที่ประเทศอื่นมาแล้ว เราก็อยากให้ลองเข้ามาร่วมกิจกรรมที่นี่ดูอีกทีเหมือนกัน รับรองว่าเราจะได้พบเจออะไรที่แอบอมยิ้มเล็กๆระหว่างทำกิจกรรมและได้รู้อะไรที่เกี่ยวกับสิ่งที่เราไม่เคยสังเกตแน่ๆ

เรื่องพวกการเดินทางท่องเที่ยว เราไม่ขอรีวิวอะไรก็แล้วกัน เพราะว่ามีคนหลายคนได้ทำรีวิวเกี่ยวกับกิจกรรมที่ Dialogue in the dark ไว้เยอะมาก ตั้งแต่เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ภาษาไทย หรือแม้กระทั่งเว็บไซด์ท่องเที่ยวต่างๆ แต่เรื่องที่เราอยากจะมาแชร์ในวันนี้เป็นเรื่องที่เราได้พูดคุยกับคุณไกด์นำทางของเรามากกว่า

เราเองก็เป็นเด็กยุคปลาย 90 คนหนึ่งที่เติบโตมาในยุคเพลงของพี่ตูน บอดี้แสลม โดยเพลงหนึ่งในอัลบั้มหลายอัลบั้มของพี่ตูนนั้น ก็มีชื่อเพลงที่ฮิตจนขนาดเด็กสมัย MSN หลายคนเอาไปตั้งเป็นรูปดิสเพลย์หรือสเตตัสท้าย MSN เท่ๆว่า “ความรักทำให้คนตาบอด”

แล้วด้วยความที่ตัวเองค่อนข้างจะเป็นเจ้าหนูจำไม เราก็เกิดคำถามในใจขึ้นมาว่าถ้าความรักทำให้คนตาบอด แล้วถ้าคนตาบอดมีความรักจริงๆนี่มันเป็นยังไงกันนะ? สงสัยมานาน วันนี้แหละ เราจะได้มานั่งจับเข่าคุยกับคนที่มองไม่เห็นที่มีความรักจริงๆสักที

“ถ้าอยากจะถามอะไร ถามมาได้เลยนะครับ” พี่ไกด์พูด หลังจากที่เรามานั่งพักกันที่ม้านั่ง

“เวลาที่พี่จีบแฟน พี่จะรู้ได้ยังไงอะคะว่าเขาสวยหรือไม่สวย” เรายิงคำถามทันทีที่พี่ไกด์เปิดโอกาสให้ถามอะไรก็ได้ทำเอาพี่ไกด์หัวเราะลั่น เอาที่จริงมันก็เป็นคำถามโง่ๆ คำถามนึงเพราะเราก็รู้อยู่แล้วว่าพี่เขาก็มองไม่เห็น แต่เราแค่อยากรู้ว่าในความคิดของพี่เขา มันจะมีสักแวบนึงรึเปล่าที่คิดถึงเรื่องนี้ พอหยุดหัวเราะ พี่ไกด์ก็ตอบมาอย่างสุภาพว่า

“ผมก็ฟังเอาจากเสียงแหละครับ ถ้าเสียงเพราะ เราก็จินตนาการว่า เออ … คนนี้น่าจะสวย”

“อ๋อ … แค่ฟังเสียงเอาก็พอจะจินตนาการได้ใช่ไหมคะ”

“ก็ประมาณนั้นครับ หรือไม่บางทีเวลาออกไปไหนข้างนอกด้วยกันก็จะมีคนมาบอกว่า แฟนสวยนะ เราก็เลยได้รู้ว่าแฟนเราสวย แต่ผมน่ะ มองไม่เห็นตั้งแต่เกิดเลย ผมเลยคิดว่ามันก็ไม่สำคัญหรอกครับเรื่องหน้าตาเพราะยังไงเราก็มองไม่เห็นอยู่ดีแต่ว่าเป็นเรื่องของจิตใจและการคุยกันมากกว่า” พอพูดจบ พี่ไกด์ก็เริ่มเล่าเรื่องเกี่ยวกับความรักของตัวเองให้เราฟัง

“แฟนผมเองก็เป็นผู้พิการทางสายตาเหมือนกันครับ เราก็มีโอกาสได้มาเจอกัน คุยกัน แล้วก็รักกัน”

“ตอนนี้ผมกับแฟนก็มีลูกด้วยกันแล้ว ในช่วงแรกๆก็ลำบากหน่อย เพราะเราทั้งสองคนต่างพิการทางสายตาทั้งคู่ ผมมืดสนิทแต่ว่าแฟนยังพอเห็นได้ลางๆครับ ตอนที่ลูกยังเล็ก อะไรๆก็ลำบากครับ ตัวผมเองก็ไม่กล้าอุ้มลูกเพราะกลัวจะทำลูกตก แต่โชคดีที่ทางครอบครัวแฟนเขาก็มาช่วยเลี้ยง ตอนลูกยังเด็กผมก็ต้องไปดูแลลูก ไปรับส่งเขาที่โรงเรียนบ้าง จนพอโตขึ้นก็พอจะวางใจได้หน่อย”

“แต่ตัวผมเองก็ไม่ได้เกิดมาจากความรักหรอกครับ เพราะแม่ของผมเขาตั้งครรภ์ตอนที่ไม่พร้อม ตอนนั้นเขาก็พยายามเอามือกดๆท้องให้เด็กมันตาย แต่ปรากฏว่าผมไม่ตาย พอรอดออกมาก็เลยได้รับผลกระทบทำให้มองไม่เห็น” ความรู้สึกเจ็บปวดเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจเรา เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ เรายังได้ฟังเรื่องราวความรักสีชมพูอยู่เลย กลับกัน ตอนนี้ความรักอีกรูปแบบนึงมันกลายเป็นสีเทาหม่นๆ แทน

“การเป็นผู้พิการทางสายตามันก็ลำบากนะครับ ตั้งแต่ตอนเด็กๆเลย เราไปโรงเรียน เราก็เรียนไม่ได้เหมือนเพื่อนคนอื่นๆเขา ก็ต้องใช้วิธีจำเอา พอโตมาหน่อยบางทีเราก็โดนเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะเราไม่สามารถทำได้อย่างที่คนปกติทำ แถมการทำงานก็ไม่ได้ง่าย ผมเคยไปขายหวย แล้วก็ถูกคนเอาเปรียบเยอะแยะ บางคนให้แบงค์เล็กมาบ้าง บางคนก็หยิบไปโดยไม่บอก ผมก็ไม่รู้หรอกครับ รู้ตัวอีกทีก็เป็นหนี้เต็มไปหมด พอหลังจากนั้นผมก็เลยไปเรียนนวด ทำให้ได้มีเงินขึ้นมาบ้าง ผมต้องอดทน ต่อสู้กับชีวิตเยอะแยะไปหมด เพราะอุปสรรคผม คือ ผมมองไม่เห็น งานที่ทำได้มันเลยมีจำกัด แต่ผมไม่ได้ท้อ ผมก็ทำมาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ผมก็ได้มาเป็นไกด์ที่นี่ มันก็ดีขึ้น ชีวิตของผมลำบากมาก แต่สำหรับคุณที่มีครบทุกอย่าง ก็อย่าไปยอมแพ้อะไรง่ายๆ นะครับ”

เราอดไม่ได้ที่จะเอ่ยคำชื่นชมพี่ไกด์กลับไปอย่างจริงใจว่าพี่เขาเก่งมากจริงๆ และถึงแม้เราจะไม่ได้รู้จักพี่ไกด์เป็นการส่วนตัว แต่เราก็ต้องยอมรับว่าเรารู้สึกภูมิใจในตัวพี่เขามาก เพราะพอได้ฟังความลำบากของพี่ไกด์แล้ว เราก็รู้สึกว่าปัญหาที่เราเจอในตอนนี้มันช่างเล็กน้อยและดูจะเหนื่อยน้อยกว่าพี่ไกด์หลายขุม

แต่ข้อสงสัยของเราก็ยังไม่หมด ในเมื่อชีวิตของผู้พิการทางสายตาลำบากขนาดนี้ แล้วมันจะพอมีอะไรบ้างไหมที่เป็นสิ่งที่สวยงามในชีวิตของพวกเขา ? มันเป็นคำถามที่ไม่ได้คาดหวังกับคำตอบ แต่เรากลับได้คำตอบที่เราชอบมากที่สุด พี่ไกด์ตอบมาว่า “การที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จได้ทุกวันครับ แม้จะเป็นแค่สิ่งเล็กน้อย อย่างเดินขึ้นสะพานลอย แต่พอทำได้แล้ว ผมก็จะรู้สึกภูมิใจที่ทำได้ครับ”

บทสนทนาของเรากับพี่ไกด์ดำเนินไปเรื่อยๆจากเรื่องความรัก ไปสู่ความฝัน ปัญหาชีวิต ไปจนถึงเรื่องผี การได้พูดคุยกับพี่ไกด์นี่เป็นเหมือนกุญแจที่ช่วยไขกล่องเก็บความสงสัยของเรา เราได้รู้ว่าคนที่มองไม่เห็นเวลาฝันจะฝันแบบไหน แล้วปัญหาชีวิตมีอะไรบ้าง และก็ยังแอบตลกไปกับบทสนทนาที่ทำให้รู้ว่าคนตาบอดเองก็กลัวผีเป็นเหมือนกัน เพราะถึงแม้จะมองไม่เห็นและไม่รู้ว่าผีหน้าตาเป็นยังไง แต่มันก็ยังมีความรู้สึกกลัวบ้างเหมือนกันเวลาที่เขาสัมผัสได้ถึงความวังเวง

สุดท้ายนี้ เรายังมีอีกคำถามนึงเป็นคำถามแจคพ็อตที่ไม่ว่ายังไงเราก็อยากรู้ความคิดเห็นผู้พิการทางสายตาเหลือเกิน นั่นคือ “เมื่อกี้ที่พี่บอกว่า เวลาที่พี่อยากรู้ว่าผู้หญิงคนนี้สวยหรือไม่สวย พี่ก็จะฟังจากเสียงเอาใช่ไหมคะ แล้วอย่างนี้ เวลาที่พี่ฟังจากเสียงหนู พี่ว่าหนูสวยไหมคะ?” พอจบคำถามปุ๊ปพี่ไกด์ก็หัวเราะลั่นเลย ก่อนจะมีความเลิกลั่กนิดนึงพลางตอบว่า “เอ่อ … ก็ … สวยครับ”

แหม่! มีการลังเลเล็กน้อย แต่เราก็ขอเข้าข้างตัวเองไว้ก่อนว่าพี่ไกด์เขาต้องตอบอย่างจริงใจ 100% แน่ๆ

แต่ถึงเราจะรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่ทั้งสบายใจและได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆมากแค่ไหนก็ตาม แต่ข่าวร้ายที่เราเพิ่งได้ทราบมาก็ทำให้เราเสียใจไม่ใช่น้อย เมื่อเรารู้ว่า Dialogue in the Dark ของกรุงเทพอาจจะปิดตัวลงในไม่ช้านี้ เนื่องจากเริ่มไม่มีคนเข้าร่วมกิจกรรมแล้ว เลยอาจจะไม่คุ้มค่าทางธุรกิจที่จะดำเนินการต่อไป มันคงจะน่าเศร้าเหมือนกันนะที่พื้นที่การเรียนรู้ดีๆแบบนี้จะถูกปิดตัวลง

สำหรับเราแล้ว เราก็ได้แต่ภาวนาว่า ขอให้พื้นที่ตรงนี้มีคนสนใจเยอะขึ้นกว่านี้ เพราะมันไม่ได้ได้แค่ความสนุก แต่เรารู้สึกว่ากิจกรรมให้อะไรได้มากกว่าที่เราคิดไว้ตั้งแต่แรกเยอะแยะ มันทำให้เรารู้สึกนึกถึงคนอื่น สังเกตุสิ่งรอบตัวมากขึ้น อบอุ่นใจ และอยากทำอะไรให้ดีกว่าเดิมเพื่อคนอีกหลายคนที่ประสบปัญหาแบบเดียวกับพวกเขา และถึงแม้ว่าพื้นที่ตรงนี้จะปิดตัวลงในที่สุด อย่างน้อยเราก็คิดว่าเราเป็นคนโชคดีคนนึงที่ได้เรียนรู้ประสบการณ์ล้ำค่าแบบนี้และถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เราขออนุญาตส่ง

ต่อความรักในฐานะเพื่อนร่วมโลกคนนึงมาสู่ผู้อ่านทุกคนค่ะ 🙂