fbpx

คุยกับ “อริยะ พนมยงค์” กับการปรับเปลี่ยนช่อง 3 โฉมใหม่ และการปิดทีวีดิจิทัลทั้ง 2 ช่องที่งานนี้ไม่ได้จบง่ายๆ…

หลังจากที่เราได้เห็นโฉมใหม่ของข่าวช่อง 3 กันไปแล้ว และเริ่มปรากฎสู่สายตาท่านผู้ชมในข่าวช่วงต่างๆ แล้วนั้น ตอนนี้เราเลยขอนำตัว “อริยะ พนมยงค์” กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.บีอีซี เวิลด์ มาร่วมพูดคุยถึงประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกการปรับเปลี่ยนทีมข่าว การเลิกจ้างพนักงาน รวมไปถึงการปิด 2 ช่อง และเรื่องรายได้และเรตติ้งกันด้วย เรามาอ่านบทสัมภาษณ์นี้ไปพร้อมๆ กันดีกว่า…

สารบัญบทความนี้

พูดถึงฉากข่าวฉากใหม่หน่อย

ตอนนี้เราก็จะเน้น Green Screen มากขึ้น เพราะฉะนั้นภาพที่เป็น Virual Reality ก็จะเข้ามามีบทบาทในตอนอ่านข่าวมากขึ้น และสิ่งที่จะเห็นมากขึ้นนั่นก็คือการใช้กราฟิกในการอธิบายเรื่องข่าวให้เข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้นด้วย จริงๆ จะเน้นปรับเปลี่ยนอารมณ์ไปตามข่าวที่กำลังอ่านอยู่ แล้วก็ตามรายการนั้นๆ ด้วย ฉะนั้นสิ่งที่จะเห็นในวันที่ 1 ตุลาคมนี้เลยก็คือจะได้เห็นลูกเล่นว่าเราจะใช้สตูดิโอยังไงในการอ่านข่าว 1 รายการ

คาดหวังไหมว่าเม็ดเงินโฆษณาจะเข้ามามากขึ้น?

อย่างท้ายที่สุดเราก็ต้องคาดหวังนะครับ แต่ในเบื้องต้นคือเราต้องการทำให้รายการข่าวมีความชัดเจน มีความโดดเด่น เป็นการรีเฟรช ปรับโฉมใหม่จริงๆ คือตอนผมมาสิ่งหนึ่งที่ทำให้แปลกใจและดีใจนั่นก็คือ พอมาดูเรตติ้งรายการข่าวของช่อง 3 เราเป็นอันดับ 1 ซะส่วนใหญ่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันดีอยู่ในตัวอยู่แล้วแต่จะทำยังไงให้มันเข้มข้น ชัดเจน เราจึงเลือกมาทำให้ข่าวของช่อง 3 เป็นข่าวจริง ทันเหตุการณ์ พึ่งพาได้ เพราะฉะนั้นความเข้มข้นก็จะไปเพิ่มตาม Positioning ของเรา 

เม็ดเงินที่ลงโฆษณาในรายการข่าวส่วนใหญ่ร้อยละเท่าไหร่?

คือถ้าย้อนกลับไปเมื่อก่อนรายการข่าวของช่อง 33 ถ้าจำไม่ผิดเคยขึ้นไปถึงร้อยละ 10 ของรายได้ทั้งหมด สิ่งที่ผมจะเน้นในระยะสั้นก็คือเอาเรตติ้งให้ดีขึ้นก่อน แล้วเม็ดเงินโฆษณาจะตามมาอยู่แล้ว สำหรับตัวเม็ดเงินโฆษณาถ้าเปรียบเทียบกับในอดีตก็ถือว่าลดลงมาไม่ได้เยอะมาก ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยที่เราทำได้ดี ก็คิดว่าน่าจะเป็นเนื้อหาที่เราทำได้ดีอยู่แล้ว แล้วน่าจะเป็นรายได้พื้นฐานในอนาคตของเราได้อีกด้วย 

สำหรับออนไลน์ จริงๆ ยังไม่ได้เน้นไปที่โฆษณา แต่เน้นตรงที่ว่าเราจะส่งกันยังไงต่อระหว่างทีวีกับออนไลน์และออนไลน์ก็ส่งกลับมาทีวีด้วย เราต้องขอเวลานิดนึงแล้วน่าจะเห็นเป็นรูปธรรมได้ สิ่งที่เราต้องการทำคือออนไลน์ไม่ต้องพึ่งรายการข่าวเอง แต่นอกเหนือจากรายการคือเราออนตลอดเลย เพราะฉะนั้นทีมข่าวของเราก็ทำข่าวตลอด 24 ชั่วโมงเลย

จริงๆ ต้องบอกว่าทัพอันหนึ่งที่สำคัญก็คือผู้ประกาศข่าวซึ่งมีมากกว่า 50 ชีวิตที่เป็นคนคุ้นเคย อยู่กับคนไทยมายาวนาน เป็นสิ่งหนึ่งที่เรามีแล้วคนอื่นไม่มีครับ แล้วทั้งทีมเราก็มีมากกว่า 200 ชีวิตนะครับ

สำหรับเรตโฆษณาที่ว่าจะต้องปรับเพิ่มขึ้นรึเปล่า? ตรงนี้เราคิดว่าเรต้องเพิ่มความนิยมของรายการข่าวก่อน ถ้าเรตติ้งมา รายได้ก็ตามมา แต่สำหรับรายการที่ย้ายมาจากช่อง 28 ก็ต้องปรับเรตการ์ดตามช่อง 33 อยู่แล้ว 

จำเป็นต้องเพิ่มทีมข่าวไหม?

ผมมองว่ายังไม่จำเป็นจะต้องเพิ่มทีม เรามีทีมที่ค่อนข้างใหญ่อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องปรับก็คือกระบวนการการทำงาน จะเห็นได้ว่าในช่วงหนึ่งเดือนครึ่งที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าข่าวของเราค่อนข้างเร็ว แล้วเราก็ลงท้องถิ่นมากขึ้น เร็วขึ้น เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะเป็นข่าวจริง ทันเหตุการณ์ พึ่งพาได้ที่คนดูจะได้เห็นกันครับ

จริงๆ แล้วตอนนี้เราปรับไป 3 รายการก็คือ เที่ยงวันทันเหตุการณ์ เรื่องเด่นเย็นนี้ และข่าว 3 มิติ จริงๆ แล้วเหตุผลที่เราเลือก 3 รายการนี้ก่อน เพราะว่าในแง่ของเรตติ้งและกระแสทำได้ดีอยู่แล้ว และประเด็นที่สองคือสตูดิโอที่เราปรับปรุงคือสตูดิโอที่ 3 รายการนี้ใช้ด้วย ก็เลยทำได้เร็วขึ้น แล้วหลังจากนี้ในไตรมาสที่ 4 เราก็จะไปปรับสตูดิโอและรายการข่าวอื่นๆ ด้วย

เรตติ้งสูงสุดตอนนี้เป็นรายการไหน?

เที่ยงวันทันเหตุการณ์และเรื่องเด่นเย็นนี้ แต่จริงๆ แล้วในช่วงเวลาก็จะมีความแตกต่าง คือถ้าเปรียบเทียบกันมันก็ไม่แฟร์ เพราะในแต่ละช่วงเวลาคนดูก็จะต่างกัน ฉะนั้นสิ่งที่แชร์ลงไปก็คือชวนให้ดูว่าในแต่ละช่วงเวลาระหว่างเรากับคู่แข่งหรือรายการข่าวช่องอื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน มันจะได้เปรียบเทียบมวยเวทีเดียวกัน

ถ้าจะให้คาดหวังกับรายการข่าวบนช่อง 33 เราก็อยากจะเห็นเรตติ้งขึ้นสัก 1.5-2 แต่พูดอย่างนี้นี่คือกดดันผู้ประกาศหมดเลยนะ (หัวเราะ) แล้วก็อยากจะเห็นผลโดยเร็ว อย่างน้อยคือภายในไตรมาส 1 ของปีหน้า เพราะว่าเราเริ่มปรับแล้วเห็นผลที่ดีบ้างแล้ว รูปแบบของรายการ รูปแบบของการประกาศข่าวก็เริ่มเห็นผลที่ดีแล้ว ซึ่งเราได้รับคำชมค่อนข้างเยอะ ทีมงานเราก็ชื่นใจ ทีมงานเราคุยกันตอนเช้า ผมก็เข้าไปดูส่วนของรายการข่าวในตอนเช้าและบ่ายด้วย เราก็คุยกันว่าสิ่งที่เราจะปรับทั้งในส่วนของทีวีกับออนไลน์จะเป็นยังไงกันบ้าง? เพราะฉะนั้นขบวนการทำงานก็จะมีความคล่องตัวมากขึ้นด้วย 

จะมีการเพิ่มเวลารายการข่าวไหม?

ผมว่าไม่ต้องเพิ่ม เพราะรายการข่าวเรามีทุกช่วงเวลา สำหรับเกมของเราคือเราพึ่งเวลารายการข่าวที่เรามีอยู่แล้ว แต่เพิ่มความโดดเด่นและความชัดเจนของรายการข่าวเราให้มากขึ้น ทั้งในแง่ของเนื้อข่าวและผู้ประกาศข่าวเองด้วย

จริงๆ แล้วรายการส่วนหนึ่งเราก็ยกมาจากช่อง 13 และ 28 ด้วย เพราะฉะนั้นอาจจะต้องเบียดกันนิดนึง จากช่อง 28 ก็จะมีข่าวนอกลู่กับโหนกระแส ก็ถือว่าเป็นรายการที่คนช่อง 28 ดูกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ไม่ต้องเป็นห่วง มาดูได้ที่ช่อง 33 

มีการปรับเปลี่ยนทีมข่าวยังไงกันบ้าง?

ก็ประมาณสองเดือนที่แล้ว เราก็มีการปรับขนาดขององค์กรและโครงสร้างขององค์กรใหม่ ให้ทันเหตุการณ์มากขึ้น วันนี้เราทะลุทะลวงความเป็นโต๊ะข่าว เดิมเรามีหลายโต๊ะ แยกกันทุกหมวดหมู่เลย ตอนนี้เรารวมกันหมดเลย คือความเชี่ยวชาญในบางคนอาจจะเชี่ยวชาญหลายหมวดหมู่ แต่การรวมโต๊ะข่าว มันเป็นการคุยที่ไอเดียมาจากทุกๆ คน เพราะฉะนั้นเราไม่ได้บอกว่าเราพึ่งความเชี่ยวชาญมาจากโปรดิวเซอร์หรือว่าผู้ประกาศข่าว แต่เป็นการคุยรวมกันมากกว่าว่าจะทำยังไงให้ภาพของรายการมันโดดเด่นมากขึ้น ถ้าดูจาก 3 รายการคือ เที่ยงวันทันเหตุการณ์ เรื่องเด่นเย็นนี้ และข่าว 3 มิติ การปรับปรุงเกิดขึ้นจากทีมงานทั้งหมดเลย ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นการทำงานที่คล่องตัวมากขึ้น 

การรวมโต๊ะข่าวจะช่วยทำให้รายการข่าวออกมาดีขึ้นไหม?

อันนี้คือความคาดหวังของเรา เพราะถือว่าทุกคนมีการคุยกัน มีการส่งต่อข้อมูลกัน จริงๆ เราเน้นเรื่องสังคม อาชญากรรม และบันเทิง แต่ไม่ได้หมายความว่าส่วนอื่นเราจะทิ้งนะ แต่เป็นสามเรื่องที่เราคิดว่าอยากจะโดดเด่น 

เราคงจะได้เห็นกำไรในไตรมาส 4 เลยรึเปล่า?

อันนี้เราไม่ได้พึ่งแค่ตัวรายการข่าวอย่างเดียวนะครับ ผมคงไม่ได้กดดันทีมข่าวมากขนาดนี้ แต่เราก็พยายามอย่างน้อยให้ตัวเลขดำให้ได้ในไตรมาส 4 ไม่ก็อย่างช้าคือในไตรมาส 1 ปีหน้า แต่ในครึ่งปีหลังก็ไม่ได้ง่ายนะครับ ตลาดก็โหดอยู่พอสมควร เพราะทั้งวิกฤตน้ำท่วม วิกฤตเศรษฐกิจโลกอีก ครึ่งปีหลังก็เหนื่อยกันอยู่ 

แต่ก็มีการลดช่องทีวีดิจิทัลเหลือ 15 ช่องแล้วนะ?

จริงๆ แล้วการลดทีวีดิจิทัลเหลือ 15 ช่อง ช่องที่สำคัญก็อยู่กันครบหมด แล้วเม็ดเงินก็ไม่ได้กระจุกอยู่แค่ 15 ช่อง แต่ไปกระจุกอยู่ที่ 10 ช่องเป็นหลักเลย เพราะฉะนั้นการคืนช่องมาไม่ได้เปลี่ยนสภาวะการแข่งขันนะครับ จริงๆ แล้วแอบเพิ่มการแข่งขันด้วยซ้ำ เพราะวันนี้ที่จะตัดสินว่าใครจะอยู่กันต่อ คือทุกคนก็อยู่กันต่ออีก 10 ปีเลยนะครับ ถอยไม่ได้แล้วนะ เพราะฉะนั้นทุกคนก็แข่งขันกันเต็มที่อยู่แล้ว 

ด้วยความที่ของเราลดไป 2 ช่อง ความเข้มข้นจะเยอะกว่ารึเปล่า?

ใช่ครับ เรามีความคล่องตัวขึ้น ก่อนหน้านี้ผมเคยเรียนว่าการที่เราเลือกและทุ่มไปกับช่อง 33 แน่นอนเป็นช่องหลักของเราอยู่แล้ว แล้วอนาคตการที่มีการแข่งขันมากขึ้นก็ต้องกลับมาเน้นที่ช่องหลักของเราให้เข้มแข็งมากขึ้นนะครับ

นอกจากเขย่าข่าวแล้ว อะไรที่จะทำเป็นเฟส 2 ต่อไป?

ถ้าในแง่ของผังก็คือรายการที่เหลือทั้งรายการวาไรตี้และละครด้วย คิดว่าคงปรับช่วงต้นปีหน้า เพราะรายการตรงนี้ถือว่าเป็นรายการที่ต้องใช้เวลาในการปรับและผลิตด้วย แต่ก็ต้องยอมรับว่ารายได้ของเราส่วนใหญ่จะกระจุกอยู่ที่ละครซะส่วนใหญ่ วันนี้สิ่งที่เราทำก็คือกระจายรายได้ไปในทุกๆ รายการและพื้นที่เวลาที่มีทั้งหมด และไม่ใช่แค่บนช่องทางทีวี แต่บนช่องทางอื่นๆ ด้วย 

ละครมีรายได้เป็นสัดส่วนเท่าไหร่?

ในแง่ของรายได้ก็เกือบๆ 80 เปอร์เซนต์ ถามว่าเวลาละครลดลง เพราะเรตติ้งน้อยรึเปล่า? ผมมองว่าในตลาดตอนนี้เม็ดเงินโฆษณาก็น้อยลงอยู่แล้ว จริงๆ แล้วผลไม่ได้มาจากเรตติ้ง แต่มาจากวิกฤตทางเศรษฐกิจซะมากกว่า คือผมคิดว่าเราน่าจะได้เห็นภาพของเรตติ้งที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ เพลิงรักเพลิงแค้นก็มีทรงที่มาดีแล้ว หลังจากนี้ก็ไปปล้ำกับลิขิตรักข้ามดวงดาวให้ดีขึ้น

Portfolio ที่สมดุลควรเป็นแบบไหน?

คือเอาจริงๆ ให้สวยคือเรามองว่าธุรกิจใหม่ๆ เช่น ธุรกิจออนไลน์ ธุรกิจต่างประเทศ หรือสิ่งที่เราทำกับการบริหารศิลปิน เราคิดว่าอย่างน้อยๆ ที่เราตั้งธุรกิจใหม่ไว้ให้อยู่ที่สัก 10 เปอร์เซนต์เป็นต้นไป ถึงจะมีนัยยะสำคัญต่อธุรกิจในภาครวม แต่ปีนี้ก็คงจะยังไม่ได้เห็น เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้น ผมว่าปีหน้าอาจจะมีบางธุรกิจเริ่มเห็นวี่แวว โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์กับธุรกิจต่างประเทศที่เราเน้น 

สิ่งที่จะทำให้เรตติ้งข่าวดีขึ้น คืออะไร?

สิ่งสำคัญก็คือความต้องการของผู้บริโภค เหตุผลที่เราเน้นข่าวสังคม อาชญากรรม บันเทิง เพราะว่าด้วยฐานของผู้ชมช่อง 3 มันเป็นข่าวที่ฐานผู้ชมชื่นชอบอยู่แล้ว และมันเป็นกระแสอยู่ในชีวิตประจำวัน นั่นคือสิ่งที่คนอยากจะได้จากเราอยู่แล้ว และสิ่งที่เราต้องการเป็น “ข่าวจริง ทันเหตุการณ์ พึ่งพาได้” คือสิ่งที่เราอยากจะวางตัวตนแบบนั้น ข่าวจริง คือ ปัจจุบันมีการใส่สีตีไข่ลงในโซเชียลมากมาย ซึ่งมีทั้งจริงและไม่จริง วันนี้บทบาทของทีวียังมีอยู่ เราคิดว่าวันนี้เราต้องเป็นกระบอกเสียงของข่าวจริง คุณมาที่เรา เราเป็นข่าวที่เชื่อถือได้ เราจะไม่เอาข่าวที่ยังไม่ผ่านการตรวจเช็คของเรามาอ่านที่ช่องเรา ทันเหตุการณ์ก็คือเราจะลงพื้นที่มากขึ้น ไปทำข่าว ไปสัมภาษณ์ให้เห็นภาพมากขึ้น ส่วนพึ่งพาได้ จะเห็นได้ว่าในช่วง 1 เดือนครึ่งที่ผ่านมาเราใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบปัญหา 

คือนอกจาก 3 รายการข้างต้นแล้ว เราจะมีช่วงเช้าตรู่ เราจะมีทนายสงกรานต์ที่จะเข้ามาช่วยประชาชนในแง่ของคดี เพราะว่าในพื้นฐานของทนายสงกรานต์คือกฎหมาย วันนี้เราเชื่อว่ามีประชาชนอีกเยอะที่เวลามีปัญหาแล้วไม่รู้จะวิ่งไปหาใคร ไม่รู้จะปรึกษาใคร จะแก้ไขปัญหายังไง คุณวิ่งมาหาเราได้เลย ถึงจุดหนึ่งที่ว่านอกจากในรายการแล้ว รายสัปดาห์เราจะเปิดสำนักงานไว้เลย ใครมีปัญหาก็เข้ามาปรึกษากับทีมงานทนายสงกรานต์ได้เลย และเราไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เลย

ทำไมเราถึงเน้นรายการข่าวเป็นลำดับแรก?

เพราะรายการข่าวเราเคยทำได้ดี และในปัจจุบันเราก็ทำได้ดีอยู่ และเราจะทำได้ดีกว่านี้ทั้งบนทีวีและช่องทางออนไลน์นะครับ ข่าวเป็นหมวดหมู่ที่สำคัญสำหรับเรา เรายังมีไอเดียหรือคอลัมน์ของรายการข่าวใหม่ๆ อีกเยอะ ที่ผมคิดว่ายังไม่มีใครทำมาก่อนด้วยนะ 

สำหรับออนไลน์ล่ะ เป้าหมายสำหรับช่องทางนี้มีอะไรบ้าง?

เราว่าช่องทางออนไลน์เราอยากให้เป็นที่จดจำของคนอ่านก่อน เวลาคุณนึกถึงข่าวอยากให้นึกถึงข่าวของช่อง 3 ก่อน ทั้งบนทีวีและช่องทางออนไลน์ วันนี้เราต้องบอกก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายออนไลน์ก็จะอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นทั้งรูปแบบ กราตัดต่อ แทบจะเป็นรูปแบบใหม่ด้วยซ้ำ ต้องตอบโจทย์คนที่อยู่ในโลกออนไลน์ สำหรับโฆษณาคงไม่ได้เข้ามาพร้อมกัน เอารายการก่อน

ในส่วนของการเลิกจ้างพนักงานแล้วมีการฟ้องร้อง ตรงนี้เราเคลียร์กันยังไง?

ตรงนี้ต้องบอกว่าเราคุยกับพนักงานทีมข่าวทั้งหมด ทีมข่าวที่อยู่ต่อก็อยู่และทุ่มเท ส่วนที่มีกระแสต้องบอกว่าจำนวนคนไม่ได้เยอะ แต่ดูแล้วอาจจะคิดว่ามันมีกระแส แต่ว่าคนที่นิ่งคือคนที่อยู่กับเราต่อ และในจังหวะนี้ต้องขอบคุณทีมข่าว เพราะตรงนี้ที่ปรับปรุงมันไม่ใช่แค่ตัวฉากแต่เราปรับใส้ในด้วย การที่เราคุยกลยุทธ์กันในเวลาเดือนครึ่ง ทั้งหมดที่เราปรับมาเราใช้เวลาแค่หนึ่งเดือนครึ่งนะครับ เวลาไม่ได้เยอะและเราเร่งกันเต็มที่มากๆ เลย และถ้าวันนี้เราไม่มีสปริตของทีมข่าวก็คงไม่สามารถมีงานแถลงข่าวในวันนี้ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้มันคือผลงานของทีมข่าวที่ทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากทีมปัจจุบันที่มีอยู่ได้

สำหรับเรื่องเรตติ้งล่ะ เราติดไหมว่าต้องเป็นใคร?

ขอสั้นๆ นะ จะเป็นใครเป็นคนวัดเรตติ้งเราไม่ติด ขอแค่อย่างเดียวคือคุณต้องวัดทั้งเรตติ้งบนทีวีและบนดิจิทัลในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นเรตติ้งรายการบนทั้งทีวีและดิจิทัล อันนี้คือเงื่อนไขของผมอันเดียว เพราะว่ามันเป็นภาพที่เอามารวมกันให้ได้ เรตติ้งในอนาคตต้องวัดเรตติ้งทั้งทีวีและออนไลน์ด้วยนะครับ

ทำไมถึงเลือกปิดช่อง 13 กับ 28?

จริงๆ แล้วเรามองในระยะไกลนะครับ ต้องยอมรับว่าวันนี้สถานการณ์ที่เม็ดเงินโฆษณามันทรงๆ หรือว่าลดลง จำนวนช่องมีเยอะกว่าจำนวนเม็ดเงินโฆษณา วันนี้แม้แต่ที่เราลดลงมาเหลือ 15 ช่องก็ว่ายังเยอะอยู่ เพราะว่าถ้าดูในความเป็นจริงเราก็จะเห็นว่าเม็ดเงินมันกระจุกอยู่แค่ 10 ช่อง แล้วเราจะเห็นได้ว่าการแข่งขันก็ไม่ได้ลดลงด้วย มีแต่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นเรามองในระยะยาว สิ่งที่เราควรจะทุ่มเทควรจะไปอยู่ที่ช่องหลักมากขึ้น ให้มันแข็งแกร่งและเติบโตมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ไปสร้างธุรกิจที่มันมีการเติบโตมากขึ้น