สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมามีสถานการณ์ที่ดีขึ้น กล่าวคือไม่มีผู้ติดเชื้อที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว ทำให้ภาครัฐเริ่มมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 3 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในการทำมาหากิน และทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้โดยเร็ว ธุรกิจภาพยนตร์ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เริ่มกลับมาเปิดดำเนินการ หลังจากต้องปิดโรงภาพยนตร์ไปตั้งแต่ช่วงมีนาคมที่ผ่านมา
วันนี้ทีมกองบรรณาธิการส่องสื่อได้มีโอกาสไปรับชมภาพยนตร์เรื่อง “พจมาน สว่างคาตา” ซึ่งได้ไปรับชมที่โรงภาพยนตร์พารากอน ซินิเพล็กซ์ ศูนย์การค้าสยาม พารากอน ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉายครั้งแรกคือ 2 เมษายน 2563 และได้ถูกเลื่อนไปเป็นวันที่ 3 มิถุนายน 2563 และทีมงานก็ได้ไปรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันแรกของการฉาย แน่นอนครับว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของวงการภาพยนตร์ที่เป็นภาพยนตร์ใหม่ ฉายในช่วงที่โรงภาพยนตร์กลับมาเปิดทำการแบบ New Normal อีกด้วย
ก่อนที่ทุกท่านจะไปอ่านบทสัมภาษณ์ของพชร์ อานนท์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “พจมาน สว่างคาตา” ทีมกองบรรณาธิการส่องสื่อขอรีวิวการรับชมภาพยนตร์ในรูปแบบ New Normal มาให้ทุกท่านได้ติดตามกันครับ
เริ่มต้นจากการจองบัตร ซึ่งทางโรงภาพยนตร์ได้เน้นให้จองผ่านเครื่องจองตั๋ว หรือจองผ่านออนไลน์เพื่อเป็นการลดการสัมผัสกับพนักงานของโรงภาพยนตร์ ซึ่งทางเราเลือกที่จะใช้การจองผ่านแอพลิเคชั่นของโรงภาพยนตร์ และไปรับตั๋วรับชมภาพยนตร์ที่เครื่องจองตั๋วนั่นเอง ซึ่งทุกท่านสามารถเลือกที่จะรับตั๋วกระดาษหรือไม่ก็ได้ และการจองผ่านแอพสามารถใช้ QR Code สแกนหน้าโรงภาพยนตร์ได้ทันที
ในขณะเดียวกัน ในส่วนของซุ้มเครื่องดื่มและของรับประทาน ทางเมเจอร์ได้อนุญาตให้มีการรับประทานป๊อปคอร์น และเครื่องดื่มในโรงภาพยนตร์ได้ ทำให้ผู้คนสนใจในการซื้อป๊อปคอร์นเพื่อเข้าไปรับประทานในโรงภาพยนตร์เป็นจำนวนหนึ่งเลยทีเดียว
มาถึงในส่วนของการรับชมภาพยนตร์ โปรแกรมการฉายภาพยนตร์จะถูกปรับให้รอบสุดท้ายอยู่ที่ช่วงเวลา 18.00-19.00 น. และให้จบก่อนที่ศูนย์การค้าจะปิดทำการ คือ 21.00 น. เพื่อให้สามารถระบายผู้รับชมภาพยนตร์ให้ออกจากพื้นที่ได้ทันนั่นเอง ส่วนจำนวนผู้ชมในโรงภาพยนตร์ก็มีจำนวนที่ยังไม่มาก เนื่องจากในช่วงที่ทีมงานไปรับชม ยังเป็นวันที่ 3 ของการเปิดโรงภาพยนตร์ และมีภาพยนตร์ใหม่เข้าแค่ 1 เรื่อง ซึ่งก็คือ “พจมาน สว่างคาตา” นั่นเอง
ในส่วนของการจัดที่นั่งในโรงภาพยนตร์พารากอน ซินิเพล็กซ์ ได้มีการกั้นที่นั่งด้วยแผ่นพลาสติกหนาสีดำทุก ๆ 2 ที่นั่ง และเว้นพื้นที่ 2 ที่นั่งไว้ เพื่อเว้นระยะห่างทางกายภาพ นอกจากนี้ยังใช้วิธีเว้นแถวอีกด้วย เพื่อไม่ให้แออัดจนเกินไป ทำให้ที่นั่งจากเดิมที่มีอยู่ 276 ที่นั่ง ลดลงเหลือเพียง 81 ที่นั่งเท่านั้น โดยจะมีที่นั่งเดี่ยวเพียง 3 ที่นั่ง/โรงเท่านั้น
แต่ก่อนที่เราจะเข้าไปรับชมภาพยนตร์กัน เราจะต้องสแกน QR Code ผ่านเว็บไซต์ไทยชนะก่อนเข้าชม และมีการตรวจวัดไข้ก่อนเข้าชมภาพยนตร์ รวมไถึงให้บริการเจลแอลกอฮอล์ก่อนเข้าชมอีกด้วย ส่วนการรับชมภาพยนตร์ก็อย่างที่กล่าวถึงเลย แต่การรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ถึงแม้ว่าจะมีการกั้นพื้นที่ แต่ผู้ชมภาพยนตร์ก็จองเข้ามาชมกันเต็มพื้นที่โรงภาพยนตร์กันเลยทีเดียว และทางโรงภาพยนตร์ยังมีการกำชับเรื่องการใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าในการรับชมภาพยนตร์ตลอดเวลาฉายอีกด้วย ซึ่งทุกคนก็ปฏิบัติตามกันเป็นอย่างดี
ทีนี้ เรามาฟังความเห็นของพชร์ อานนท์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “พจมาน สว่างคาตา” ถึงการนำภาพยนตร์มาฉายในช่วงการปลดล็อกมาตรการเฝ้าระวัง รวมไปถึงความมั่นใจที่มีต่อโรงภาพยนตร์ไทยในช่วง New Normal

คิดอย่างไรถึงเอาภาพยนตร์มาฉายในช่วงปลดล็อกมาตรการเฟสที่ 3?
ก็เราเป็นหน่วยกล้าตายนะครับ เพราะว่าตอนนี้มันไม่มีหนังเรื่องไหนเข้า เราก็เข้าเพื่อที่จะคลายเครียดให้กับท่านผู้ชมนะครับ ก็อย่างไรก็ต้องสู้นะครับ เพราะว่าโควิด-19 ถ้าเรารู้จักการรักษาความสะอาด แล้วก็ป้องกัน มันก็ไม่ได้อันตรายอย่างที่ทุกคนคิด ก็รักษาความสะอาดแล้วก็ป้องกันมัน เราก็อาจจะชนะมันได้ เพราะตออนนี้เราก็อยากให้ทุกคนคลายเครียด จึงตัดสินใจเข้าครับ
ผลตอบรับวันแรกเป็นอย่างไรบ้าง?
ก็วันนี้วันแรกที่เข้าฉาย ผลตอบรับทางโรงหนังเขาก็โอเค ทั่วประเทศคนก็ดูกันเยอะ แต่เนื่องด้วยมันจำกัดที่นั่ง ก็เลยอาจจะไม่ได้ตามเป้าที่เราวาง เพราะว่าแแต่ละโรงเหลือแค่ 50 ที่ ธรรมดามันดูได้ 200 ที่ก็เหลือแค่ 50 ที่ เราก็ทำตาม มันก็ไม่เข้าเป้า แต่มันก็ดี โรงหนังเขาก็พอใจกันว่ารายได้มันก็ดีกว่า เขาไม่คิดว่ามันจะได้เยอะอย่างนี้ครับ
ประมาณการรายได้ได้ไหมว่าอยากจะได้สักเท่าไหร่?
เอ่อ… มันก็เดาใจไม่ถูกนะ เพราะว่ามันต้องฉายไปอีกนาน เพราะว่ามันไม่มีหนังให้เข้าจนกว่าจะสิ้นเดือนมิถุนายน แต่เราก็ทำเต็มที่นะครับ แต่ก็ช่วยกัน เพราะโรงหนังก็ต้องมีหนังใหม่ๆ เข้า เพื่อให้คนมาดู แต่ถ้าพจมานไม่เข้าโรงหนังก็เงียบเลย เราก็ช่วยกัน เพราะว่าโรงหนังก็ต้องอยู่คู่กับคนไทยที่ชอบดูหนังอยู่แล้วนะครับ
ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ยังไงบ้างไหม?
ก็ได้รับผลกระทบครับ อย่างที่บอกว่าโรงหนังมันจุได้ 200-300 คน ก็เหลือเพียงแแค่ 50 คน แล้วก็เรื่องโปรโมทหนัง เราเคยโปรโมทไปรอบหนึ่งแล้ว หมดไปหลายล้านมาก ประมาณ 7-10 ล้านบาท แต่พอเกิดเหตุการณ์ก็ไม่ได้ฉาย หนังก็เลื่อนไปเพื่อที่จะมาฉายตอนนี้ ตอนนี้เงินโปรโมทก็หมดแล้ว มันก็เลยต้องดู เพราะรายได้มันก็มีส่วน เพราะคนยังไม่ค่อยกล้าออกมาเท่าไหร่ครับ แต่ก็ออกมาเถอะครับ เพราะว่าโรงหนังมันต้องคู่กับคนไทย แล้วก็ปลอดภัยครับ เพราะโรงหนังมีการทำความสะอาดทุก ๆ หนังจบเลย
คิดว่าโควิด-19 จะทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยซบเซาลงไหม?
ไม่หรอกครับ เพราะว่าเดี๋ยวคนไทยก็กลับมา แล้วก็โควิด-19 บ้านเราก็ไม่มีแล้ว ก็ต้องรอดูว่าการปล่อยมาตรการอย่างนี้จะมีผลอย่างไร? ก็ต้องรอดูกันต่อไปครับ แต่ถ้าพวกเราคนไทยช่วยกัน ป้องกันแล้วก็ดูแลความสะอาด มันก็ไม่มาทำอะไรเราได้ เพราะโควิดมันก็กลัวความสะอาด แล้วมันก็กลัวเราใส่แมส เราก็ไม่ต้องกลัว เพราะว่าเราก็ยังต้องใช้ชีวิตต่อไป เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัวครับผม
ในส่วนของภาพยนตร์ มีการเพิ่มฉากที่เกี่ยวกับโควิด-19 ด้วย เป็นยังไงบ้าง?
ก็ไม่ได้ถ่ายเพิ่มนะครับ แค่ใช้วิธีการตัดต่อ ใช้วิธีการมิกซ์เอา เพราะว่าเราถ่ายกันอยู่แล้ว แล้วเราก็ตัดต่อเอาเพื่อให้มันเข้ากับเหตุการณ์ นุ่นเจนโบว์ อะไรอย่างนี้ครับ
คิดว่าโควิด-19 จะทำให้หนังไทยไม่ได้เข้าอีกนานเลยรึเปล่า?
ก็ตอนนี้มีหนังใหญ่ๆ รอเข้าฉายอีกหลายเรื่องเลย ทั้งหนังไทยและฝรั่งนะครับ ก็ถ้าเรามัวแต่ไปกลัว เราก็อาจจะแพ้มันก็ได้ เพราะฉะนั้นเราก็ป้องกัน เราก็ทำความสะอาด ก็ไม่ต้องกลัวมัน เราก็ทำตามที่รัฐออกมาตรการ มันก็จะไม่สามารถทำอะไรเราได้ เพราะเราก็ชนะมาหลายโรคแล้ว โควิด-19 เราก็ต้องชนะครับ ยังไงก็ออกมาดูหนังกัน คลายเครียดนะครับ และที่สำคัญเราฉายเรื่องแรก เราอยากให้ทุกคนได้หัวเราะกันครับ ก็ออกมาดูกันนะครับ พจมาน สว่างคาตา ฉายแล้ววันนี้
มีภาคต่อของหอแต๋วแตกไหม?
หอแต๋วแตกมีแน่ครับ แต่ตอนนี้เราปลีกตัวออกมา มันไม่ใช่หอแต๋วแตกร้อยเปอร์เซนต์ไง เพราะว่าเราต้องการที่จะไม่อยากให้คนเพิ่งเบื่อกัน ก็เลยให้คนดูอย่างอื่นไปบ้าง แต่จะเอาพวกหอแต๋วแตกมาเล่น แต่เดี๋ยวหอแต๋วแตก ด่ากัน อะไรกัน ตามสไตล์หอแต๋วแตกจะกลับมาแน่นอน แล้วทีนี้จะกลับมาเหมือนภาคแรกด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นภาคแรกมันเป็นของใหม่ไง มันก็เลยแปลก แต่ตอนนี้เราพยายามหยุดก่อน แล้วเดี๋ยวเรากลับมาให้แปลกกว่าเก่า
และล่าสุดรายได้เปิดตัวของพจมาน สว่างคาตาก็กวาดรายได้ในช่วง New Normal อยู่ที่ 1.12 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่ได้เลวร้ายอะไรในช่วงการเปิดตัวภายใต้ข้อจำกัดที่มากมายขนาดนี้ แต่ยังไงสำหรับใครที่ชื่นชอบเซ็ทนักแสดงหอแต๋วแตกก็อย่าลืมไปชม “พจมาน สว่างคาตา” ฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์นะครับ
