เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2565 Google News Initiative ร่วมกับโคแฟค (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ จัดการประชุม Trusted Media Summit APAC 2022 ประจำประเทศไทย ซึ่งมีเจตจำนงในการรวมตัวของคนทำงานด้านสื่อ เพื่อค้นหาแนวทางและการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่ข่าวออกไป และทำให้ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวต้อนรับผู้ร่วมงานและพูดถึงจุดประสงค์ของงานว่า ในปัจจุบันข้อมูลข่าวลวงต่างมีจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของวงการสื่อโดยรวม และในหลายๆ ครั้งสื่อเองก็ตกเป็นเป้าของข้อมูลลวงอีกด้วย งาน Trusted Media Summit วันนี้จึงเป็นความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น Google News Initiative และหน่วยงานตรวจสอบข่าวลวงจากทั่วเอเชียแปซิฟิก ในการจัดงานนี้ขึ้นเพื่อแสดงเจตจำนงในการร่วมกันแก้ไขปัญหาข่าวลวง และในปีนี้ก็เป็นปีแรกที่โคแฟค (ประเทศไทย) ได้ร่วมจัดกิจกรรมเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ทั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นหนึ่งในเจตจำนงและสร้างการร่วมมือในการตรวจสอบข่าวลวงร่วมกันต่อไป

หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงการปาฐกถาโดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย ในหัวข้อ “ทำไมสื่อที่น่าเชื่อถือจำเป็นอย่างยิ่งในโลกที่คนไม่เชื่อถือซึ่งกันและกัน” ซึ่งได้กล่าวภายในงานว่า หากจะพูดถึงการปล่อยข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้เป็นข้อเท็จจริงนั้น ยุคาปัจจุบันมีการปล่อนเป็นจำนวนมากกว่าในอดีต ตั้งแต่การปล่อยเพื่อนัยยะทางการเมือง หรือในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็มีการปล่อยข่าว บ้างก็พูดถึงการฉีดวัคซีน หรือการโจมตีเรื่องการป้องกัน เป็นต้น ซึ่งทำให้มีผลต่อสังคมโดยรวม ยังไม่นับรวมการปล่อยข่าวที่มุ่งโจมตีระบบเศรษฐกิจโดยที่ไม่มีข้อมูลอ้างอิง นั่นทำให้หลายคนวิจัยจนได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 ท่านเลยทีเดียว
หากจะบอกกันว่ายุคสมัยนี้มีโจทย์ในการพูดถึงความน่าเชื่อถือ และหลายคนก็พูดถึงว่า “เงิน” คือสิ่งที่อันตรายที่สุด หลายคนจึงหาทางป้องกันและสร้างความโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นการเขียนลงบน Blockchain ที่ไม่สามารถลบได้ ซึ่งทำให้สามารถค้นหาประวัติได้ต่อไปด้วยอีกทางหนึ่ง ซึ่งจากผลการสำรวจของสถาบันพระปกเกล้า พบว่าสื่อมวลชนโดยเฉพาะทีวีได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่านักการเมือง แต่ในขณะที่สื่อหนังสือพิมพ์และวิทยุกลับเป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือน้อยกว่าตำรวจ ในขณะที่สื่อออนไลน์ก็มีหลากหลายเจ้าที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากมาย ไม่ว่าจะเป็น The Standard, The Matter, 101.world หรือแม้กระทั่งโคแฟค (ประเทศไทย) ก็มีความน่าเชื่อถือในการตรวจสอบข่าวลวงเช่นกัน และสุดท้ายนี้ วิธีการสร้างความน่าเชื่อถือนั้นต้องกระทำการแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบและผลิตด้วยข้อมูลที่รอบด้านและน่าเชื่อถือ ไม่สามารถใช้เพียงแค่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เท่านั้น

ต่อจากนั้น ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม, Thailand Tech Startup มากล่าปาฐกถาต่อในหัวข้อ “เทคโนโลยีสำหรับงานข่าว เราจะเพิ่มความน่าเชื่อถือในการนำเสนอข่าวสารได้อย่างไร” โดยได้กล่าวว่า ในปัจจุบันกระบวนการและเทคโนโลยีมีส่วนช่วยในการเพิ่มความน่าเชื่อถือในการนำเสนอข่าวสาร โดยเริ่มต้นตั้งแต่การจัดเก็บและป้อนข้อมูลผ่านการป้อนข้อมูลของตนเองเข้าสู่ระบบ หรือการใช้หุ่นยนต์ในการช่วย แม้กระทั่งการมี Fact-Checking Center ในการช่วยกลั่นกรอง ซึ่งปัจจุบันมีเว็บไซต์สำหรับตรวจสอบข่าวลวงจำนวนมาก ซึ่งเทคโนโลยีมีความเร็วและความแม่นยำสูงแต่ก็มีข้อผิดพลาดมากเช่นกัน ฉะนั้นควรต้องใช้ข้อมูลให้ดี

มาถึงช่วงจุดประกายความคิด กับ Lighting Talk เริ่มต้นจาก พีรพล อนุตรโสตถิ์ – ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท ซึ่งมาแบ่งปันการทำงานของศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ โดยการทำงานเริ่มต้นจากการทำงานแบบ “เนรมิต” ตั้งแต่การตั้งศูนย์ขึ้นมาตรวจสอบข่าวลวง และทำให้เกิดเนรมิตต่อๆ มา เช่น การปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ การเปิดช่องทางให้คนเข้ามาถามตอบ การเพิ่มการทำอินโฟกราฟิก การปรับรูปแบบการทำวีดิโอ และการทำงานร่วมกัน ซึ่งความสำคัญในการทำงานไม่ใช่แค่ทำคอนเทนต์ แต่กลับเป็นการปูการศึกษาเพื่อทำให้ทุกคนสามารถรู้เท่าทันสื่อได้

คนต่อมาคือ ธนกร วงษ์ปัญญา – บรรณาธิการข่าวไทย สำนักข่าว The Standard ซึ่งได้มาแบ่งปันเรื่องราวการเป็นนักข่าวขอนตนเอง โดยเริ่มจากการได้ทำงานที่มติชนในสายงานการเมือง จนกระทั่งเห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการสื่อมากมาย ทำให้ต้องปรับตัวและพัฒนางานข่าวมากขึ้น แน่นอน สิ่งหนึ่งที่ค้นหาพบก็คือความน่าเชื่อถือ ซึ่งในบางครั้งเราอาจจะต้องไปพบเจอเพื่อนๆ ที่เป็นแหล่งข่าว ตรงนี้เราก็ต้องมีเส้นกั้นระหว่างความเป็นเพื่อนและความเป็นแหล่งข่าว เพื่อหาตรงกลางของข้อมูลโดยไม่มีอคติ แต่เหนือจากความสนิทนั้นความยากมากที่สุดก็คือความท้าทายที่เกิดจากภาครัฐ ซึ่งท้ายที่สุดเราในฐานะสื่อมวลชนก็ควรที่จะเป็นกระบอกเสียง เพราะประชาชนเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เสียงของเขาส่งไปไม่ถึงมากพอ เราในฐานะสื่อมวลชนก็ควรที่จะเป็นตัวแทนประชาชนในการส่งเสียที่ดังกว่าออกไปให้ได้มากที่สุด

ชัยวัฒน์ จันทิมา – บรรณาธิการพะเยาทีวี กล่าวต่อในเรื่องการผลักดันของสื่อชุมชนว่า สื่อชุมชนมีหน้าที่ในการกระจายข่าวให้กับชุมชน ซึ่งพะเยาทีวีเป็นพื้นที่ต้นแบบที่พยายามเป็นพื้นที่ตรงกลางในการแบ่งปันและพัฒนาเนื้อหาให้ตรงกับคนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข่าวลวง โควิด-19 แม้กระทั่งการนำเสนอประเด็นในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเด็กไร้สัญชาติที่สามารถผลักดันสวัสดิการได้ เป็นต้น แน่นอนว่าการมีสื่อในพื้นที่เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาทั้งคน ความรู้ และสื่อในการร่วมบูรณาการไปร่วมกัน

ผศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวถึงการพัฒนาโครงการ “เยาวชน การเมือง ข่าวปลอม” ว่าการพัฒนาโครงการนี้เกิดจากการสนใจของตนเองต่อการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ จึงได้เริ่มตั้งแต่ศึกษาความต้องการของคนรุ่นใหม่ ซึ่งพบว่าข่าวบันเทิงขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ที่ผู้คนสนใจ ในขณะที่ข่าวการเมืองตกไปอยู่อันดับที่ 3 นั่นหมายถึงคนรุ่นใหม่สนใจการเมือง แต่ไม่ได้ติดตามข่าวการเมืองเป็นหลักนั่นเอง และจากการทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้ได้เรียนรู้ว่าคนรุ่นใหม่ก็ต้องการพื้นที่ปลอดภัย และเขาก็ต้องการฟังแบบลึกๆ จริงๆ ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ในสังคม

ผศ.ดร.ณภัทร เรืองนภากุล อาจารย์ประจำคณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวถึงการสร้างสรรค์งานของโคแฟคว่า ในปัจจุบันโคแฟคแสงเหนือ (ภาคีเครือข่ายโคแฟคภาคเหนือ) ได้ขยายการรับรู้ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วม Hackathon ด้านการตรวจสอบข่าวลวง และสร้างทีมกองบรรณาธิการโคแฟคขึ้นมา ซึ่งการพัฒนางานเน้นความเข้าใจภายใต้ 3 เป้าหมาย คือ เพื่อพัฒนาศูนย์ข้อมูลตรวจสอบข่าวลวงในภูมิภาค เชื่อมโยงกลุ่มเยาวชนและผู้คนต่างวัย ขยายฐานข้อมูลของโคแฟคให้มีเนื้อหาข่าวลวงที่เกิดขึ้นในภูมิภาคมากขึ้น และพัฒนาทักษะการตรวจสอบข้อมูลให้กับเครือข่ายภาคพลเมืองให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ จนส่งผลให้โคแฟคสามารถขยายได้หลากหลายช่องทาง หนึ่งในนั้นคือ TikTok ที่ร่วมผลิตโครงการ #โปรดใช้วิจารณญาณในการไถฟีด จนมีผู้เข้าถึงมากกว่า 1.2 พันล้านครั้ง

หลังจากนั้นในช่วงที่ 2 ของ Lightning Talk เริ่มต้นด้วย อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ – รองประธานกรรมการบริหาร เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) กล่าวถึงการสร้างความเชื่อมั่นของกลุ่มเนชั่นว่า ในช่วงที่ผ่านมาก่อนที่จะมีการปรับโครงสร้างนั้น เนชั่นประสบปัญหาความน่าเชื่อถือ เนื่องจากการปล่อยให้ผู้ประกาศข่าวอยู่เหนือกองบรรณาธิการ ทำให้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นจนกระทบไปถึงการหารายได้ สิ่งที่เนชั่นทำคือการปรับโครงสร้างใหม่ในการทำงาน โดยให้ความสำคัญกับระบบกองบรรณาธิการมากขึ้น จนสามารถนำเนชั่นกลับคืนสู่ผิวโลกได้ในที่สุด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียวในการกอบกู้ความน่าเชื่อถือกลับมา

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย – ผู้ก่อตั้ง The Reporters กล่าวถึงการสร้างตัวตนและความน่าเชื่อถือว่า ความเป็นตัวเองนั้นเกิดขึ้นจากการทำข่าวและลงพื้นที่อย่างหนัก ทำให้เวลาที่เกิดปัญหาต่างๆ คนมักจะเชื่อถือข่าว 3 มิติอยู่เสมอๆ แต่ด้วยเวลาที่มีจำกัดในสถานีโทรทัศน์ ทำให้เราต้องหาแนวทางการนำเสนอเพิ่มเติม และเรามีความตั้งใจอยากได้สนามข่าวสำหรับการเล่าเหตุการณ์สดจากพื้นที่ จึงทำให้เกิดเพจ The Reporters เพื่อให้นักข่าวที่ลงพื้นที่สามารถได้รับข้อเท็จจริงแบบปฐมภูมิในพื้นที่จริง ซึ่งตอบสนองความตั้งใจของตนเองที่อยากให้ The Reporters ไม่ใช่ฐปณีย์ แต่เป็นของนักข่าวในพื้นที่ทุกคนที่รายงานสดจากพื้นที่จริง และทุกคนก็เป็นนักข่าวได้เช่นกัน

ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล – อาจารย์ประจำคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวถึงการระบาดทางข้อมูลข่าวสารในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ปัญหาสำคัญในช่วงโควิด-19 คือการแพร่ระบาดของข้อมูลข่าวสารที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และข้อมูลที่รับมีความล้นทะลักจนทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งส่งผลทำให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น ไม่สามารถเลือกประเมินข้อมูลได้ เกิดความวิตกกังวลและเลือกเชื่อข้อมูลที่ผิด จนทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ปฏิเสธที่จะรับข้อมูล และส่งผลทำให้เกิดการเกลียดกลัว แบ่งแยกกันในสังคม ซึ่งพอแกะต้นตอของปัญหาก็ทำให้พบว่ามีปัญหาภายในที่ซ่อนอยู่

โสภิต หวังวิวัฒนา – ผู้จัดการ ThaiPBS Podcast กล่าวถึงการพัฒนาสื่อเสียงของ ThaiPBS Podcast ว่า ก่อนหน้านี้ไทยพีบีเอสต้องเผชิญกับปัญหาการไม่มีคลื่นวิทยุออกอากาศ เนื่องจากการมาของ ThaiPBS อยู่ในช่วงรอยต่อการปฏิรูปของ กสทช. ทำให้ไม่สามารถจัดสรรคลื่นวิทยุให้ได้ หลังจากนั้น ThaiPBS จึงเห็นแนวทางใหม่ในการพัฒนาสื่อเสียง จึงต่อยอดเป็น ThaiPBS Podcast ซึ่งมีรายการในปัจจุบันกว่า 8 หมวดหมู่ 40 รายการ ซึ่งเราได้ใช้ข้อจำกัดจากการที่เราเกิดใหม่ในการสร้างสรรค์รายการที่แปลกใหม่ เพื่อทำให้ตรงโจทย์มากที่สุด ไทยพีบีเอสเน้นการสร้างจินตนาการและบรรยากาศให้กับคนฟังให้ได้มากที่สุด

มาถึงช่วงการเสวนาในหัวข้อ “ต้นทุนและทักษะในการนำเสนอข่าวที่น่าเชื่อถือ” ซึ่งกิตติ สิงหาปัด – ผู้ประกาศข่าวรายการ ข่าว 3 มิติ กล่าวว่า ด้วยความที่ตนเองโชคดีที่มาทำงานข่าวในสายเนื้อหาสาระ ตนเองหลีกเลี่ยงการทำข่าวความเห็นแต่เน้นการทำงานข่าวในเชิงของการวิจัยและวิทยาศาสตร์ หากไม่มีทางวิทยาศาสตร์เราก็ไม่อาจสามารถนำเสนอเนื้อหาได้ การนำเสนอข่าวที่ไม่น่าเชื่อถือก็เกิดจากการนำเสนอข่าวเชิงความเชื่อที่ไม่ได้มีการตรวจสอบที่ดี และการทำข่าวที่ตรวจสอบข้อมูลที่ดีนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่ทำข่าว หรือการนำเสนอในบางครั้งก็มีคนมาวิจารณ์เช่นกัน

ในขณะที่ มณธิรา รุ่งจิรจิตรานนท์ – ผู้ตรวจสอบข่าวลวง สำนักข่าว AFP กล่าวต่อว่า หน้าที่หลักของ AFP คือการผลิตคอนเทนต์ให้กับสำนักข่าวทั่วโลก ในขณะที่ปัจจุบันทุกคนสามารถเป็นนักข่าวได้ ซึ่งมีข้อดีก็คือเรามีข่าวที่มาจาก User Generate Content เป็นจำนวนมาก และมีประโยชน์ในการช่วยส่งเสริมการเข้าถึงข่าวให้กับประชาชน เนื่องจากนักข่าวในบางครั้งก็มีข้อจำกัดในการเข้าถึงด้วยเช่นกัน แต่ก็มีข้อเสีย คืออาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้มาก ซึ่งการแข่งขันของวงการสื่อแท้ที่จริงแล้วก็คือความถูกต้อง ทำให้สำนักข่าว AFP ตั้งใจก่อตั้ง AFP Fact Check เพื่อตรวจสอบข่าวที่หลากหลาย แม้กระทั่งการเมืองซึ่งเป็นหมวดหมู่ที่คนไม่กล้าแตะ ซึ่งเรามีต้นทุนที่ดี คือการมีสำนักงานมากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก ทำให้เราสามารถค้นหาความจริงได้หลากหลายมุมส และรู้จักการใช้คอนเทนต์ในหลากหลายรูปแบบ


พงษ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ – บรรณาธิการอาวุโส สำนักข่าว The Matter กล่าวเพิ่มเติมว่า ในยุคปัจจุบันถือว่าเป็นอีกยุคที่สื่อมีความน่าเชื่อถือมาก จริงอยู่ที่ประชาชนในยุคสมัยนี้สามารถผลิตคอนเทนต์ข่าวได้เอง แต่ท้ายที่สุดประชาชนก็ต้องการการยืนยันข้อมูล และก็ต้องมาดูสื่อมืออาชีพอยู่ดี ตัวเองเชื่อว่าทุกคนควรมีความเป็นนักตรวจสอบ เพราะมันคือพื้นฐาน เริ่มแรกเราอาจจะต้องสงสัยในข้อมูลก่อนที่จะแชร์ออกไป และสื่อมืออาชีพก็ควรที่จะเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ระวี ตะวันธรงค์ – นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ได้กล่าวปิดท้ายว่า ปัญหาใหญ่ของการบริหารสื่อ คือถ้าบุคลากรอยู่ดีกินดีสื่อที่มีคุณภาพก็จะตามมา ซึ่งต้นทุนเป็นปัจจัยสำคัญเป็นอย่างมากในการบริหารให้อยู่รอด ความสำคัญในการทำงานสื่อมีความสำคัญอยู่ 3 ข้อ คือความเร็ว ปริมาณการผลิต และคุณภาพ ซึ่งความเร็วกับปริมาณในช่วงหลังๆ เริ่มลดความสำคัญลง เพราะคนไทยเน้นเสพเรื่องเฉพาะทางมากขึ้น และเลือกเฉพาะสำนักข่าวที่เขาสนใจเท่านั้น ในขณะเดียวกันคนไทยก็เลิกเลือกสำนักข่าวที่จะเสพด้วยเช่นกัน ไม่ใช่เสพเพราะเป็นสำนักข่าวไหน แต่เขากลับเลือกเสพในสำนักข่าวที่ผลิตคอนเทนต์ที่เขาสนใจเท่านั้น แน่นอนว่าในปัจจุบันการบริหารสื่อมีหลากหลายรูปแบบ แต่คำแนะนำของผมคือแตกแบรนด์ให้ได้เป็นหลากหลายรูปแบบ คุณไม่จำเป็นต้องมีแค่ 1 เพจแล้ว คุณอาจจะแบ่งความสนใจออกมาแยกเป็นกลุ่มหรือเพจก็ได้ และการผลินคอนเทนต์ควรใช้สูตร 80/20 คือผลิตคอนเทนต์ฮีโร่ (คอนเทนต์คุณภาพดี) ร้อยละ 20 ให้มีลูกค้าพร้อมซื้อและมาบริหารคอนเทนต์อีกร้อยละ 80 ที่เหลือให้สามารถไปต่อได้


ภาพประกอบจาก Google News Initiative
บันทึกการสรุปโดย ถิรพร จึงสำราญ และณัชชา สังข์สมิต